วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

Choosing organic or not choosing organic is not just about affordability

Choosing organic or not choosing organic is not just about affordability, it’s about self sufficiency and vitality. Can we really afford to eat chemicals? What about the cost implications of all the added toxins in our environment to save a few pennies now on produce? I certainly do not want to eat chemicals, nor do I want to feed them to my children and grandchildren. .Not to mention that choosing organic sends a message to farmers and producers, as well as protects the quality of our water and air, and can help prevent soil erosion and improve the quality of our soil. Eating locally is more self-sustainable and saves in energy and cost by not shipping and trucking organic produce from all around the globe, just so we can have any and every kind of food at our fingertips year round. Convenience seems to be the new norm, I just think we’ve gone way to far with it and in many respects it’s harming our planet.


Eating locally keeps one conscious of eating what nature provides seasonally, as well as consuming fruits and vegetables at the peak of freshness, thereby retaining the most nutritional value. It also support smaller scale farmers which in turn helps support our community to attain food security. Also isn’t it wonderful to meet the farmer that has lovingly raised your food and to know where it came from? Choosing local produce if and when at all possible allows you the ability to be in touch with those that have grown what you consume, allowing you to be connected to the food you eat. I like to ask questions and know just how my food was raised. Did it get sprayed? Was there integrative pest management used as opposed to pesticides? Were there alternative safer methods used, such as a clay spray for peaches or other non toxic methods? This of course is easiest done at a Farmer’s Market or CSA. An important point to realize about purchasing locally, is that not all small farms are gonna be certified organic. It is difficult for many of these small farms to afford the certification to become organic even though most often they raise their produce organically. So talk to your farmer’s you may find that eating locally without the organic label is just as good, if not better than store bought organic produce shipped from great distances.

If you are still on the fence regarding purchasing organic produce take a minute and consider if you really know what is going into your body when you buy conventional produce. At the very least if you simply cannot afford organic produce do yourself a favor and avoid the ‘dirty dozen’, which include; apples, celery, strawberries, peaches, spinach, nectarines, grapes, bell peppers, potatoes, lettuce, kale/collards and blueberries. I personally would say any berry or soft skinned stone fruit should be included. The safer choices of produce to buy conventionally, aka. ‘the clean 15‘, include; onions, pineapples, avocado, mango, asparagus, sweet peas, eggplant, cantaloupe, kiwi, cabbage, watermelon, sweet potatoes, grapefruit and mushrooms.

Conventional corn does not necessarily have pesticides on it because it is genetically modified with built in insecticides. Haven’t heard of this before? That’s because it’s not labeled as GMO corn, and technically it doesn’t have to be. Yet 86% of the corn in the US is genetically modified, which means it has been altered to resist pests, pesticides and even weed killer. Corn is one product I will not waiver on, and will only consume if it’s non-GMO and organic.


While you are shopping for produce, take a peek and just compare the price of the organic versus the conventional, you may be surprised to find the cost is not significantly more, and sometimes may even be less. I only buy organic and I know where my food comes from. I have been to all the farmers that supply me with my food and I know them personally. I have seen people living with cancer, heart disease, diabetes, obesity. I have vowed many years ago to never allow myself that life and I will go to any lengths to avoid prescription drugs, doctors visits and painful procedures and surgeries. I am 65 years old and I have never been to the doctor, taken as much as an aspirin and been sick a day in my life. I contribute my pristine health and vitality to Veganism.

The bottom line is you either pay the farmer or pay the doctor, the prescription drug companies, the surgeon, the home healthcare givers, the hospice and eventually your family, if they have any money left over, will pay the mortuary..........So, the next time you debate over paying $2.99 for an organic apple or $2.29 for a conventionally grown apple, think about the what I just said.

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

นานาสาระ...4 อย่าเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตคู่

นานาสาระ...4 อย่าเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตคู่

4 อย่าเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตคู่

เมื่อคนสองคนตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
ล้วนมีความฝันถึงอนาคตอันสวยหรูของชีวิตคู่แทบทั้งนั้น
ร้อยละร้อยต่างพยายามบากบั่นทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยง
เลี้ยงสายใยของความรักความผูกพันให้มั่นคงตลอดไป


แต่ในชีวิตจริง สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็มักจะเกิดขึ้นได้ โดยไม่คาดฝันเสมอ
โดยเฉพาะเรื่องชีวิตคู่ แทบจะหาคู่ที่อยู่กันโดยไม่มีปัญหายากเย็นเต็มที
อยู่ที่ว่าคู่ไหนจะมีปัญหามากน้อยเท่านั้น
และอยู่ที่ว่าเราจะฟันฝ่าปัญหาให้หมดไปได้อย่างไร


นี่คือสิ่งที่ท้าทายการใช้ชีวิตคู่อยู่เสมอมา


เมื่อพิจารณาอย่างคร่าวๆ แล้วพบว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาในชีวิตคู่
...ต้องพยายามหาทางทำให้ปัญหาหยุดอยู่กับที่
ก่อนที่จะหาทางแก้ไขกันอย่างจริงจังต่อไป...



ปัญหาจะหยุดได้ต้องพึงใส่ใจถึงหลัก 4 อย่า คือ


1. อย่าคุยกันตอนมีอารมณ์

เราต้องยอมรับความจริงว่าหลายครั้งทีเดียว
เมื่อมีปัญหาเข้ามาในชีวิตคู่จะมีอารมณ์ไล่หลังตามมาติดๆ
เหมือนญาติสนิทกันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็ก หรือปัญหาใหญ่
มีตั้งแต่อารมณ์โกรธอารมณ์เกลียด อารมณ์ชัง หรือแม้กระทั่งอารมณ์งอน


เมื่อเกิดอารมณ์ คนรักก็มักจะลืมเหตุลืมผล
ถ้าเอาอารมณ์เป็นใหญ่ เอาอารมณ์เป็นตัวตัดสินใจ ในปัญหานั้นๆ
ผลลัพธ์ที่ออกมามักจะไม่ทำให้แก้ปัญหาได้ มีแต่จะเพิ่มปัญหาให้มากยิ่งขึ้น


เคยมีตัวอย่างมากมายที่ "ความตาย" มาเยือนชีวิตคู่
เพราะพยายามพูดกันเพื่อแก้ปัญหาตอนมีอารมณ์
จากเรื่องเล็กๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดฆ่ากันตายมาแล้วหลายคู่
อย่าทำเป็นล้อเล่นไป


การคุยกัน เพื่อแก้ปัญหาตอนมีอารมณ์
จะไม่มีทางแก้ปัญหาให้เสร็จสมอารมณ์หมายได้เลย
เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งหมายที่จะ เอาชนะคะคานกัน
มากกว่าหันหน้ามาแก้ปัญหา คำพูดคำจาที่ออกมา
นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว บางทียังทำให้เพิ่มปัญหาให้มากขึ้นซะด้วยซ้ำ


ที่พบเห็นบ่อยๆ ของการพูดกันขณะที่อารมณ์
คือ มักจะพูดแบบยียวนกวนประสาท
ทั้งๆ ที่เวลาปกติธรรมดา ที่ไม่มีอารมณ์
จะเป็นคนที่พูดจาไพเราะเสนาะโสตก็ตาม
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่มักจะเป็นแบบนี้ มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ


เวลาคนเรามีอารมณ์เรามักจะข่มใจตนเองไม่อยู่
และมักจะมองดูคู่สนทนาที่มีสถานภาพเป็น "คู่ชีวิต" ของเราแท้ๆ
กลายเป็น "คู่อาฆาต" ไปได้


เมื่อมองคู่สนทนาเป็นคู่อาฆาต ก็แทบประกาศ ผลล่วงหน้าได้เลยว่า
จะมีแขกชื่อ "ความร้าวฉาน" มาเยือนถึงชานเรือนอย่างแน่นอน
วันใดก็ตามที่ชีวิตคู่เกิดความร้าวฉาน
มักจะยากที่จะประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้เหมือนเดิม


ในบางกรณีอาจจะมีการประสานกันได้
หลังจากใช้อารมณ์คุยกันเมื่อเกิดปัญหาไปในระยะหนึ่งแล้ว
แต่เชื่อเถอะว่าจะเป็นการประสานที่ไม่สนิท
มีสิทธิที่จะร้าว มีสิทธิที่จะแตก มีสิทธิที่จะแยกได้ง่าย


ทางที่ดีที่สุด คือ ต้องหยุดคุยกันทันทีเมื่อมีอารมณ์
แน่นอนที่สุด อารมณ์ของทั้งสองฝ่ายคงไม่ได้เกิดพร้อมกันทันที
ย่อมต้องมีใครมีอารมณ์ขึ้นมาก่อน
ควรสอนใจตัวเองตลอดเวลาว่า
เมื่อต้องสนทนาเพื่อแก้ปัญหากับคู่ชีวิตของเราแล้ว
เขาหรือเธอเกิดมีอารมณ์ขึ้นมา
อีกฝ่ายต้องระงับอารมณ์ อย่าให้มีขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ควรจะหันหลังให้แล้วไปทำธุระอื่นๆ สักระยะ
จนกว่าอารมณ์ที่กำลังพวยพุ่งของอีกฝ่ายจะหายไปก่อน
ค่อยย้อนมาคุยกันใหม่


2. อย่าคุยกันแบบหูทวนลม

เมื่อทั้งสองฝ่ายระงับอารมณ์กันได้แล้ว
และพร้อมที่จะสนทนาเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งควรคิดคำนึงถึงตลอดเวลา
คือ ท่าทีของการสนทนา ถึงแม้จะนั่งคุยกันแบบไม่มีอารมณ์แล้ว
แต่ถ้าท่าทีของการสนทนาไม่ดี
โอกาสที่จะแก้ปัญหา ก็ยากเย็นแสนเข็ญเหมือนกัน


ท่าทีที่พึงระมัดระวัง คือ ท่าทีการสนทนาแบบหูทวนลม
ตามปกติทั่วไปเมื่อคนเราคิดจะคุยกันก็ต้องพึงมีท่าที
ที่เรียกว่า "รับฟังซึ่งกันและกัน" ไม่ใช่ฟังแบบขอไปที
หรือฟังแบบมีท่าทีหูทวนลม ถ้าเป็นแบบนี้ก็คุยกันไม่ได้นาน
และมักจะมีอาการ พาลพาโลตามมา
ในไม่ช้าก็จะมีอารมณ์ ตามมาอย่างแน่นอน


เมื่อมีอารมณ์เมื่อไร ก็เหมือนอย่างที่บอกไปแล้วในข้อแรก
ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จึงต้องพึงสังวรณ์ได้ตลอดเวลา
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้นึกถึงคำว่า "อย่า" ที่นำมาฝากให้จงหนัก


จงช่วยทำให้ปัญหาหนักกลายเป็นปัญหาเบา
ช่วยให้ปัญหาเบากลายเป็นปัญหาบาง และเจือจางไปในที่สุด


3. อย่าตัดสินใจอะไรในทันที

ตามธรรมดาเมื่อคนเราที่เคยจู๋จี๋กัน อย่างมีความสุขมา
อาจจะสั้นบ้างยาวบ้างก็เถอะ
เมื่อมีเรื่องเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเข้ามาสู่ชีวิตคู่
ทุกคู่มักอยากให้ "ปัญหา" ที่ใครเป็นผู้ก่อขึ้นมาก็ตาม ไม่ลุกลามต่อไป
จึงมักตัดสินใจในทันที ที่จะ "หยุดปัญหา"
ด้วยหวังว่าปัญหาจะได้หมดๆ ไป
หรือก็เพื่อจุดประสงค์ที่ว่า จะได้ลืมๆ กันไป


แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องยอมรับว่า "ปัญหายังไม่ได้หมดไป"
ปัญหายังดำรงอยู่ เพียงแต่ว่ามันอาจจะซุกอยู่ใต้พรม
และมีแนวโน้มจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเรายังพึงพอใจกับการตัดสินใจในทันที เพื่อที่จะหยุดปัญหาแบบนี้
ทางที่ดีควรหาทางแก้ปัญหา ด้วยการจับเข่าคุยกันแบบ "ไม่มีอารมณ์"
และ "ไม่มีท่าทีแบบหูทวนลม"


นอกจากนี้ ก็ไม่ควรตัดสินใจอะไรในทันที
ถึงแม้จะนั่งจับเข่าคุยกันนานแสนนาน แต่ก็ยังไม่พานพบ "ทางออก"


การตัดสินใจทันทีเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตคู่แล้ว หาทางออกไม่ได้
มักตามมาด้วยการหลุดวาจาคำว่า "หย่าร้าง" หรือ "แยกทางกัน" ออกมา
เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหลุดคำนี้ออกมาเมื่อไร
ถึงจะพูดด้วยท่าทีธรรมดาๆ แค่ไหน
ก็มักจะแฝงความรู้สึกว่าถูก "ท้าทาย" จากอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้
จึงไม่ควรตัดสินใจทันทีที่จะพูดคำว่า "หย่า" ออกมา
เมื่อชีวิตคู่มีปัญหาแล้วหาทางออกไม่ได้


ทางที่ดีควรมีเวลาคุยกันมากขึ้นอีกหลายๆ ครั้ง
ถ้าไม่มีอคติในจิตใจกันจนเกินไป จะพบว่า การคุยกันครั้งต่อๆ มา
สถานการณ์จะแตกต่างกว่า การคุยกันครั้งแรก และแนวโน้มโดยทั่วไป
สถานการณ์การคุยกันครั้งต่อๆ มา
น่าจะมีบรรยากาศที่ดีกว่าการคุยกันครั้งแรก
และไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่เรามักจะหาทางออกได้ในที่สุด


ในทางกลับกันเมื่อคุยกันแล้ว เกิดหาทางออกได้
ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจทันทีถึง "ทางออก" ที่หาได้ในขณะนั้น
เพราะมันอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดก็ได้
ควรทอดเวลาของการตัดสินใจออกไปสักระยะเวลาหนึ่ง จึงค่อยตัดสินใจ


ในความเป็นจริงของชีวิตจะพบว่า
เมื่อทอดเวลาออกมาสักระยะหนึ่งจึงตัดสินใจ
เรามักจะพบการตัดสินใจที่ดีกว่าเสมอ
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ แล้ว
"อย่าตัดสินใจอะไรทันที" เมื่อมีปัญหาในชีวิตคู่


4. อย่าคิดถึงตัวเองมากเกินไป

โดยปกติธรรมดา เมื่อคนเรามีปัญหาขึ้นมา
ก็มักจะคิดถึงแต่แง่มุมของตนเอง คิดถึงแต่เหตุผล ที่เข้าข้างตนเอง
คิดถึงแต่ความถูกต้องของตนเอง มักจะลืมฟังเหตุผลของอีกฝ่าย
เมื่อเราไม่ฟังเหตุผลของอีกฝ่าย เมื่อเราไม่ฟังเหตุผลของอีกฝ่าย
ก็ยากที่จะหาข้อสรุปที่เป็นทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้


ลองนึกถึงอกเขาอกเรา ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมฟังเหตุผลของเราบ้างเลย
เราจะยอมไหม เราก็คงไม่ยอม ฉันใดก็ฉันนั้น
เมื่อคิดจะหาทางออกร่วมกัน จากปัญหาในชีวิตคู่ที่เกิดขึ้น
ต้องมีจุดยืนอยู่ที่ว่า "อย่าคิดถึงตัวเองมากเกินไป"


ในอีกมิติหนึ่งของ "อย่าที่ 4" นี้
นอกจากจะต้องคิดถึงอีกฝ่ายที่เป็นคู่ชีวิตเราไปพร้อมๆ กับการคิดถึงตัวเองแล้ว
ก็อยากฝากเป็นข้อคิดไว้ อีกนิดหนึ่งสำหรับชีวิตคู่ที่มี "ลูก" อยู่ด้วยว่า
"อย่าคิดถึงตัวเองสองคนที่เป็นคู่กรณีมากเกินไป ให้คิดถึงลูกด้วย"


เพราะการตัดสินใจใดๆ ของเราย่อมเข้าไปมีส่วน
เป็นผลกระทบต่อลูกบ้างไม่มากก็น้อย
เมื่อทั้งคู่หันมาคิดถึงลูกเมื่อเกิดปัญหาชีวิตคู่
อะไรๆ ก็อาจจะดูง่ายเข้าต่อการแก้ปัญหา


ลองคิดเพียงง่ายๆ ว่า เราเป็นผู้สร้างปัญหา
แต่ลูกต้องมามีผลกระทบรับกรรมไปด้วย มันถูกหรือไม่
ลองใช้วิจารณญาณพิจารณาดู ก็น่าจะรู้ได้ดี


ทั้ง 4 อย่าเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตคู่ที่จาระไนมานี้
คงมีประโยชน์บ้างตามสมควรแก่กรณี สำหรับผู้ที่อยากแก้ปัญหา
แต่ถ้าไม่อยากแก้ปัญหา ก็ทำตรงข้ามทุกอย่าง
รับรองต้องได้ "หย่า" กันแน่นอน


กนกวลี



ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
http://www.elib-online.com/doctors/mental_divorce01.html 

วิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่

วิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ 

 เรื่องเนื้อคู่นั้นตามหลักความเป็นจริงทุก ๆ คนจะมีเนื้อคู่แท้เป็นของตัวเอง
แต่ จะมีสักกี่คนที่จะได้เกิดมาร่วมกันเป็นเนื้อคู่แท้ และมีอีกหลายคนที่จะได้อยู่ร่วมกับคู่ครอง คู่กรรม คู่อื่น ๆ ที่ยังไม่ใช่เนื้อคู่แท้
ต้องแจ้งให้ทราบว่า ดวงคนเราทุกคนนั้นตามหลักความจริงมีเนื้อคู่แท้กันทุกคน
แต่ใครจะได้เกิดมาอยู่ร่วมกับเนื้อคู่แท้ของตนเท่านั้นเอง ที่พิมพ์แจ้งอย่างนี้ก็เพราะกรรมแต่ละคนทำมาไม่เหมือนกัน
บางท่านทำกรรมกับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ของตนมามากมาหลายภพชาติ
ก็จะทำให้เกิดมาในชีวิตนี้จะไม่ได้เจอและอยู่ร่วมกับเนื้อคู่ของตน
และจะได้ใช้กรรมกับคู่กรรม คู่ครอง คู่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อคู่แท้ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานดั่งเช่นทุกวันนี้
วิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่
1. ความซื่อสัตย์ต่อคนรัก
2. ความมั่นคงในความรัก
3. การไม่คิดและนอกใจต่อคนรัก
4. การไม่ผิดคู่ ลูก สามี หรือภรรยาใคร
5. ไม่พูด ไม่ทำให้คนที่รักกันต้องแตกแยกจากกัน (รักกันด้วยความถูกต้องด้วยความดี)
6. และสุดท้ายที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาดคือการเป็นพ่อสื่อ แม่สื่อให้กับใคร เพราะจะเป็นกรรม ทำให้เราเกิดมาต้องพลัดจากคู่ครอง คู่แท้ คู่รักของตน
และคุณรู้ไหมว่าที่คุณเกิดมาในชีวิตนี้เกิดมาแล้วไม่เจอเนื้อคู่ ไม่ได้ครองรักกับเนื้อคู่แท้
เพราะคุณต้องผิดในข้อใดข้อหนึ่งในเรื่องการแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ที่พิมพ์แจ้งดั่ง ข้างต้น 6 ข้อนี้ เอง
แต่ถ้าในชีวิตนี้คุณ มีพร้อมทั้ง 6 ข้อ แต่ยังโดนคนรักไม่ซื่อสัตย์ต่อคุณ คุณจงยินดีกับการที่ได้รับเช่นนั้น
เพราะคุณได้ใช้กรรมในอดีตที่เคยทำมา ไม่ว่ากรรมจะมาจากอดีตชาติใดก็ตาม เพราะกรรมเก่านั้นย่อมส่งผลตามมาทุกชาติ
ถ้าเราได้ใช้กรรมมากเท่าใด จะเป็นผลดีกับตัวเราเอง ดีกว่าไปใช้กรรมในชาติต่อ ๆ ไปซึ่งจะเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด
รีบใช้กรรมให้หมด และอย่าสร้างกรรมในชีวิตปัจจุบันนี้ให้มากละ เพราะมันจะส่งผลต่อ ๆ กันไปทำให้กรรมมากยิ่งขึ้น
ทำกรรมในชีวิตปัจจุบันด้วยความดีความถูกต้อง แล้วศร ดวงของคุณจะชี้ไปในทางทีดี
เกิดในชาติ ภพใดก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ และมีคู่รักที่ดีอยู่เสมอ
และ การแก้กรรม ถ้าทำได้ดั่งเช่นที่ได้พิมพ์แจ้งให้อ่านมา คุณจะแก้กรรมเรื่องความรักได้ถูกต้องอย่างแท้จริงนี้คือหลักกรรม ที่ต้องแก้ด้วยกรรม
คือการกระทำของตัวคุณเอง เคยทำอย่างไรต้องได้อย่างนั้น และกรรมไม่มีใครแก้ให้เราได้ นอกจากตัวเราเอง ด้วยเหตุ และผล
ถ้าไม่มีเหตุผลในปัจจุบันคงไม่เกิดขึ้นมา คิดด้วยปัญญาแล้วคุณจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทันทีเดียว 
การแก้กรรมเรื่องคู่ต่าง ๆ
1. แก้กรรมร้างคู่
คน บางคนขาดคู่แท้ คู่ถาวรเพราะวิบากกรรม ชาติก่อนอาจเคยทำให้คู่รักต้องเลิกกันไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หรืออาจเคยพรากคู่รักให้แยกจากกัน หรือเคยยุยงให้เขาแตกกัน หรือขัดขวางมิให้เขาได้ครองคู่กัน
การแก้กรรมดวงที่ร้างคู่ให้ปฏิบัติ ดังนี้
1.1 ถวายเทียนคู่หรือแจกันคู่
ถวายให้ครบ 9 วัดอย่างต่อเนื่อง จะทำบุญเดือนละ 1 วัดหรือ 2 วัดก็ได้ตามแต่สะดวก
ให้ถวายในวันเกิดของตน เช่น คนเกิดวันพุธ ก็ไปทำบุญวันพุธ อธิษฐานจิตขอทำบุญเพื่อแก้วิบากกรรม ตั้งจิตภาวนาขอพรเรื่องคู่ตามที่หวัง
 (สามารถถวายสิ่งของอื่นแก่วัดได้ แต่ควรถวายสิ่งของที่ใช่เป็นคู่ เช่น เชิงเทียน)
2. แก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น
อาจเป็นเพราะชาติปางก่อน ทำบุญร่วมกันโดยไม่เต็มใจ
จึงเกิดมาเป็นคู่กัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่น
หรือเมื่อครั้งที่เคยเป็นคู่กันนั้น ขาดความปรองดองต่อกันหรือร่วมมือกัน จึงต้องมาทะเลาะเบาะแว้ง ให้แก้กรรมโดยปฏิบัติ ดังนี้
2.1 ร่วมใจกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ ต้องเป็นประจำสม่ำเสมอ ทุกกเช้า วันเว้นวัน หรือทุกอาทิตย์
2.2 ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานสม่ำเสมอ ทุกเดือน หรือ ทุก 3 เดือน
2.3 ร่วมกันสวดพระคาถาบท ทุกวันพระเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นสวดทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ
2.4 เป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพ เกี่ยวกับงานเลื้ยงวิวาห์ ออกแรงหรือออกเงินช่วยงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวที่ไม่รวยนัก ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ที่เรารู้จักคุ้นเคยดี
2.5 ตั้งตนชอบอยู่ในจริยธรรมอันดี คิดดี พูดดี และทำดีต่อคู่รักทุกคู่ มิว่าจะรู้จักกันดีหรือไม่ ช่วยให้คู่รักเขาได้สมรักหรือได้เข้าใจกัน ไม่ทำให้เขาแตกร้าวกัน จะได้อานิสงค์แรงมาก
3. แก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน
คู่ที่มีดวงไม่ถูกโฉลกกัน หรือไม่สมพงศ์กันในทางพื้นเรือนชะตา เมื่อมาครองคู่ด้วยกันแล้ว
ชีวิตมักจะขรุขระไม่ราบรื่น มีอุปสรรคให้ฟันฝ่าจนเหนื่อยเสมอ หรืออาจมีความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก้าวหน้าช้า
มีความขัดสน หรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่ทำให้หาความสุขสบายแท้จริงไม่ได้ ให้แก้กรรม ดังนี้
3.1 ร่วมกันทำบุญ ทำทานสม่ำเสมอ ทำบุญด้วยการออกแรงแทนเงินก็ได้ นำข้าวของไปบริจาคคนยากไร้ ไปอาสาช่วยงานบุญที่วัด
3.2 ร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์
3.3 ไปไหว้พระ ทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงร่วมกัน
3.4 ไปไหว้ศาลหลักเมืองด้วยกัน
3.5 ร่วมกันปล่อยนก ปล่อยปลาย ปล่อยหอยขม โดบไปซื้อปลาที่ตลาดสดมาปล่อย หรือไถ่ชีวิตสัตว์
3.6 ร่วมกันล้างบ้าน จัดบ้านใหม่ ไหว้พระที่บ้าน ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง
4. อธิษฐานขอฟ้าให้พบหน้าคู่แท้
ต้อง ฟังผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวที่สูงวัย ที่ให้คำแนะนำ ตรงนี้เป็นบุญประการหนึ่ง บุญนี้จะหนุนนำให้ได้คู่ที่ดี ให้ได้ลูกที่ดีในลำดับต่อไป ต่อมาเป็นเรื่องของการทำบุญ คือไม่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่เดือดร้อน ปู่ย่าตายายเดือดร้อน ร้อนกายร้อนใจว่าเราเอกเขรกเกเร ทั้งนี้จะเป็นบุญกุศลหนุนนำให้เราได้พบคู่รักอันเป็นคู่แท้ประการหนึ่ง อีกหลาย ๆ ประการที่กล่าวถึงดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นบุญกุศลในเรื่องที่จะให้สมหวังในความรักทั้งนั้น
การ กตัญญูกตเวทิตาต่อบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ในวงศ์ตระกูล ทำบ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข การทำบุญกับบ้านเด็กกำพร้า การบริจาค หรือการทำบุญกับบ้านคนชรา การบริจาค หรือการทำบุญให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ การบริจาคหรือการทำบุญกับมูลนิธิเพื่อนหญิง หญิงที่ถูกทำร้าย การบริจาคหรือการทำบุญกับโรงพยาบาล เป็นส่วนสำคุญที่จะเป็นบุญแรง เป็นบุญใหญ่ หนุนนำให้เกิดความสุขและความสำเร็จในเรื่องความรัก เพราะสถานที่ที่ได้กล่าวถึง มีสื่อทางจิตวิญญาณอันสัมพันธ์เกี่ยวกับบุญวาสนาบารมี ที่จะเกื้อหนุนให้เกิดพลังของผลบุญที่เกื้อหนุนในเรื่องของความรักและชีวิต ครอบครัว เมื่อทำบุญแล้วต้องมีการอธิษฐานบุญ ขอให้ตั้งจิตอธิษฐาน เมื่อท่านสงบนิ่งแล้วให้ระลึกถึงสิ่งที่เป็นผลบุญที่ได้กระทำอันเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่ท่านได้ทำบุญมา และให้อธิษฐานว่า
“ขอให้ข้าพเจ้า ชื่อ-นามสกุลของท่าน ขอให้ประสบความสุข ความสำเร็จโดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตคู่ เรื่องของครอบครัวขอให้มีความสุข ขอให้ได้พบคู่แท้ดังที่ปรารถนา หากใครก็ตามที่เป็นคู่แท้ ก็ขอให้พบโดยเร็วพลัน ขอให้ได้เรียนรู้ ขอให้อย่าได้พบกับคนที่หลอกลวง แต่ถ้าหากใครคิดจะหลอกลวง ทำร้าย ทำลายน้ำใจให้มีความรู้สึกเจ็บช้ำ จงอย่าได้กล้ำกลายเข้ามา ขอให้ห่างไกลหลีกลี้หนีไปจากบารมี หลีกลี้ไปจากเรา ขอให้มีบารมี บุญบารมีธรรมคุ้มครองเราด้วยเถิด หากใครเป็นคู่แท้แล้วไซร้ก็ขอให้จงมีโอกาสเข้ามาใกล้ ประดุจเทพอุ้มสม คือเทพหนุนนำ เทวดาชักพา ให้เกิดการพบหน้า มีจิตประภัสสรให้เกื้อหนุนกันต่อไป จากปัจจุบันถึงอนาคตด้วยเถิด สาธุ”
อะไร ประมาณนี้ ท่านก็จะสมหวังตามที่ปรารถนา ส่วนอธิษฐานมีส่วนเหมือนกัน กล่าวคือ ท่านที่เกิดวันอาทิตย์นั้น การอธิษฐานควรจะอธิษฐานหรือทำบุญในวันอาทิตย์หรือวันพฤหัสบดี ท่านที่เกิดวันจันทร์ควรจะทำบุญอธิษฐานขอพรจากเทวดาฟ้าดิน ในวันจันทร์หรือวันพุธ ส่วนท่านที่เกิดวันอังคารควรขอพรจากเทวดาฟ้าดินในวันอังคารและวันศุกร์ ท่านที่เกิดวันพุธกลางคืนควรอธิษฐานขอพรในวันพุธกลางคืนและวันเสาร์ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของการอธิษฐานขอฟ้าให้พบหน้าคู่แท้ หวังว่าท่านคงไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อความสุขของท่านเองและคนรอบข้าง ให้สมหวังดังที่ปรารถนา พบรักในเร็ววัน


ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : วิธี ‘สะเดาะเคราะห์’ ที่ถูกหลัก

ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : วิธี ‘สะเดาะเคราะห์’ ที่ถูกหลัก

ความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์ ความเสื่อม ความเจริญ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น เกิดจากตัวเราเอง คือเราทำ ให้มันเกิดขึ้น เราคิด เราพูด เราทำ เราคบหาสมาคม เราไปมาในที่ต่างๆ แล้วมันก็เกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา
       ไม่ได้เกิดอำนาจอะไรภายนอก แม้จะมีเรื่องภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ตัวการใหญ่ ตัวการใหญ่มันอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น
       แต่ว่าคนเรานั้นมีความผิดประจำตัวอยู่ประการหนึ่ง คือไม่ยอมรับว่าตัวผิดคนที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง แล้วไม่ยอมรับว่าตัวผิด มีมากในบ้านเมืองของเรา มีอยู่ทั่วๆไป
       การไม่ยอมรับว่าตัวผิดนั่นแหละ คือตัวปัญหาของชีวิต 
       เช่นเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องเสื่อม เรื่องเจริญ เรื่องดี เรื่องชั่วอะไรต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น เราไม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องของเรา เราก็แก้ไม่ได้ เพราะไปแก้ที่ภายนอก
       ไปแก้ที่ดวงดาวไปแก้ไม่ได้ ไปแก้ที่วันปีเกิด มันก็แก้ไม่ได้ เพราะว่าเราเกิดมาแล้ว เราจะถอยเข้าไปในท้องของคุณแม่แล้วเกิดใหม่ มันก็ไม่ได้ นอกจากไปทำพิธีบ้าๆ บวมๆ เช่นว่า ช้างที่มาเที่ยวเดินอยู่ในกรุงเทพฯ เขาให้คนที่มีความเชื่อปัญญาอ่อน ไปลอดใต้ท้องช้างสามรอบ สามครั้ง ครั้งละ ๒๐ บาท เสียเงินไม่ใช่ลอดเฉยๆ เสียเงินให้ควาญช้างเอาไปซื้อหญ้าให้ช้างกิน ลอดไปลอดมาถือว่าเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ อย่างนั้นมันไม่ได้ตั้งต้นชีวิตใหม่อะไร ยังโง่อยู่เท่าเดิมนั่นเอง
       มีคนคนหนึ่ง แกนึกว่าแกเคราะห์ร้าย เลยไปคิดว่าจะไปลอดใต้ท้องช้าง แล้วเวลาไปหมาที่คุ้นเคยมันไปด้วย หมาเมื่อไปถึงมันเห็นเท้าช้างเป็นของประหลาด เพราะมันใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด มันก็เลยไปกัดเท้าช้าง คนนั้นกำลังลอด ช้างมัน จั๊กจี้ มันก็กระดิกเท้าเตะหมา แต่หมามันหลบทันเพราะตัวมันเล็ก คนที่กำลังคลาน หลบไม่ทัน เลยไปเตะเข้ากลางตัว ซี่โครงหักตาย ตายเพราะหาเรื่องจะไปเกิดใหม่นั่นเอง เกิดใหม่แบบนี้มันไม่ถูกต้อง มันไม่เป็นธรรม ไม่เข้าเหตุผล
       เราจะเกิดใหม่ก็ได้ ทุกคนเกิดใหม่ได้ เกิดใหม่หมายความว่า เรารู้ว่าผิดอะไร เราไม่ดีในเรื่องอะไร แล้วเราตั้งใจว่า จะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป เช่นสมมติว่าเราเป็นคนชอบดื่มสุราเมรัย สิ่งเสพติด ชีวิตร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมทรัพย์สมบัติก็เสื่อม การงานก็เสื่อม อะไรๆก็เสื่อมไปหมด เสียหาย แล้วไปได้ฟังพระ ท่านบอกว่า การดื่มของมึนเมามันให้โทษหลายอย่างแก่ชีวิตร่างกาย ก็เกิดรู้สึกตัวขึ้น พอรู้สึกตัวก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะเลิกไม่ดื่มสุราเมรัยอันเป็นยาเสพติด ต่อไปนี้เกิดใหม่แล้ว ตั้งแต่วินาทีที่ตั้งใจว่าจะไม่ดื่มของมึนเมา ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่สูบกัญชา ยาฝิ่น ยาม้า อะไรก็ตาม ไม่แตะต้องมันอีกต่อไปเลย เลิกเด็ดขาด คนนั้นได้ชื่อว่าเกิดใหม่แล้ว แล้วก็ชื่อว่าสะเดาะเคราะห์ออกไปได้
       สะเดาะความชั่วนั่นแหละสะเดาะเคราะห์ ไม่ใช่มาวัดแล้วทำพิธีสะเดาะเคราะห์ แล้วกลับไปก็เหมือนเดิม เมาอย่างใดก็เมาอยู่อย่างเดิม เคยประพฤติชั่วอย่างใด ก็ประพฤติอยู่อย่างเดิม อย่างนี้ไม่ได้สะเดาะอะไร ไม่ได้เอาความชั่วออกจากตัว
       การสะเดาะเคราะห์ตามหลักพุทธศาสนานั้น เราจะต้องรู้จักว่า เรามีอะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เกิดเคราะห์ร้ายขึ้นในชีวิต เราค้นหาเหตุนั้นให้พบ เมื่อพบเหตุนั้นแล้วตัดเหตุนั้น คือเลิกไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติในเรื่องนั้นต่อไป อย่างนี้เรียกว่า สะเดาะเคราะห์เด็ดขาด เคราะห์ร้ายจะไม่เกิดขึ้นแก่เราต่อไป 
       …อะไรๆ มันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง อันนี้สำคัญ พระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้จักช่วยตัวเอง ให้เรารู้จักพึ่งตัวเอง การช่วยตัวเอง การพึ่งตัวเองนั้น ต้องเอาพระธรรมคำสอนมาเป็นหลักในการช่วยตัวเอง ในการพึ่งตัวเอง เพราะธรรมนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง เป็นสิ่งอำนวยความสุขให้แก่เรา ถ้าเราเอาธรรมะมาใช้…

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทรัพย์อันประเสริฐ คือ ทรัพย์ที่ไฟไหม้ไม่หาย น้ำท่วมไม่หมด โจรปล้นก็ไม่ต้องกลัว

ทรัพย์อันประเสริฐ คือ ทรัพย์ที่ไฟไหม้ไม่หาย น้ำท่วมไม่หมด โจรปล้นก็ไม่ต้องกลัว
อันนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า อริยะทรัพย์
บุคคลที่พระองค์ทรงมอบให้ หรือทรงฟังเรื่องอริยะทรัพ์เป็นคนแรก คือ สามเณรราหุล
ซึ่งเป็นธรรมชาติที่พ่อต้องการให้สมบัติกับลูกหลาน พระองค์จึงทรงให้บุตรของท่านเป็นคนแรก อันได้แก่


1) มีศรัทธา
คือเชื่อในสิ่งที่ใช้ปัญญาวิจารณ์และพิจารณา
ความหมายของศรัทธา คือ ต้องเชื่อ เชื่อว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีชั่ว เลวหยาบ
เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย มีกรรมเป็นที่มาและที่ไป เราเป็นอยู่ได้เพราะอาศัยกรรม
การเชื่อเรื่องกฎของกรรม ทำให้เชื่อต่อไปว่า ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว
คนที่มีศรัทธาและเชื่อก็จะขยันทำดี ขยันที่จะปฏิเสธความชั่ว เพราะเมื่อเชื่อก็ย่อมเกรงกลัวต่อบาป
พระองค์ทรงย้ำว่า ให้เชื่อในกฎของกรรมที่จะติดตัวไปในภพหน้าหลังความตาย


2) ศีล
การรักษาศีลจะทำได้ดีต่อเมื่อมีความระอายชั่วกลัวบาป หัวใจของการรักษาศีล มี 2 อย่าง คือ

2.1 การละอายชั่ว-กลัวบาป

2.1 อินทรีย์สังวร คือ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ได้
คือ ตาเห็นรูปสวย หูฟังเสียงเพราะ จมูกดมกลิ่นหอม สิ้นรับรู้รสอร่อย
กายถูกต้องสัมผัส ใจรู้อารมณ์ ถ้าระวังอินทรีย์ทั้ง 6 ได้ สรุปสุดท้ายอินทรีย์ สำคัญที่สุดคือระวังใจ
ถ้าระวังใจได้ ก็รักษาศีลได้ทุกข้อ แต่ถ้าระวังใจไม่ได้ ศีลข้อไหนก็รักษาไม่ได้
แล้วระวังใจ ระวังอย่างไร แค่ระวังให้มีความละอายชั่ว
ระวังให้เกรงกลัวต่อผลที่จะทำผิดบาป อย่างนี้เรียกว่าผู้รักษาศีล หรือผู้เจริญศีล


พระพุทธศาสนา เข้ามาเมืองไทยหลายร้อยปีแล้ว ไม่ว่างานอะไรก็ต้องขอศีลก่อน
แต่มีใครบ้างที่ได้ศีลและอนิสงค์ของศีลกลับมาบ้าง เพราะที่ผ่านมาเรารับศีลแต่เพียงลมปาก
ศีลไม่จำเป็นต้องท่องศีลให้คนอื่นฟัง แต่เราควรปฏิบัติศีลให้คนอื่นดูว่าเรามีศีล
ให้เราเลือกเอาสัก 1 ข้อ แต่ให้เป็นหัวใจของเราในการปฏิบัติ


“ศีเลนสุขติงยันติ ศีลย่อมยังให้สู่สุคติ

ศีเลนโภคมัปทา ศีลย่อมยังให้เกิดโภคทรัพย์

ศีเลนพุทติงยันติ ศีลย่อมยังให้สู่พระนิพพาน”


3) หิริ คือ ความละอายชั่ว


4) โอตะปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป
อันเป็นเหตุให้เราระวังตัวเอง เป็นการสร้างสติทางอ้อม เพราะคอยระวังไม่ให้กล่าวชั่ว กล่าวคำหยาบ
ซึ่งเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน เมื่อมีความระวัง ก็จะรักษาศีลไปโดยปริยาย


5) พาหุสัจจะ การได้ยิน ได้ฟัง ทำให้เราเจริญ ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น
สิ่งที่เคยรู้แล้วก็จะได้กระจ่างมากขึ้น ก็ทำให้ทำลาย ความลังเลสงสัยได้
แล้วทำให้จิตนี้มีความเห็นถูกต้อง ทำให้จิตผ่องใส


6) จาคะ คือการบริจาค
หัวใจของการให้ คือ การให้อภัย
แต่หากไม่ใช้อภัยเขา เขาจะด่าว่าเรามือถือสากปากถือศีล
สูงสุด คือการให้อภัย มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว


7) ปัญญา
คือ ความเจริญ รุ่งเรือง เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก

พระอาทิตย์สว่างเป็นบางเวลา แต่ปัญญาสว่างตลอดเวลา
และทำตัวเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง และเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้
คนที่อยู่ใกล้คนที่มีปัญญา จะเป็นคนเจริญรุ่งเรืองไปด้วย


ศีล 8 ไม่ได้ห้ามให้เข้าสังคม แต่ศีล 8 เป็นศีลของนักบวช พรหมจรรย์
น้ำที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ดื่มได้ คือ น้ำผลไม้ และเป็นน้ำที่ไม่มีสารอาหารที่เกี่ยวกับโปรตีน
แต่หากเรากินเป็นยาก็ไม่ผิด แต่หากว่ากินเพื่อบำรุงบำเรอจะถือว่าผิด


การทำบุญจะถึงในเวลาที่ควรถึง และไม่ถึงในเวลาที่ไม่ควรถึง
เมื่อใดญาติท่านไปเกิดเป็นเปตร บุญนั้นจึงจะสำเร็จแก่ญาติของท่าน
แต่หากเมื่อใดญาติของท่านไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
อสุรกาย สัตว์นรก มนุษย์ เทวดา บุญของเราจะไม่ถึงญาติ เพราะว่า


- สัตว์เดรัจฉาน มีก้อนข้าวและหยดน้ำเป็นอาหาร


- มนุษย์ มีก้อนข้าวหยดน้ำ และปัจจัย 4 เป็นอาหาร


- เทวดา มีทิพยสมบัติเป็นอาหาร


- สัตว์นรก มีความทุกข์ เป็นอาหาร


- อสุรกาย มีมูดคูด อุจจาระ ปัสสวะ ของเน่าเหม็นเป็นอาหาร


ยกเว้นพวกเปรตที่จะมีผลบุญของญาติเป็นอาหาร
เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ว่า ญาติของเราจะได้รับผลบุญหรือไม่ เป็นเรื่องตอบยากมาก
แต่ก็มีคำถามว่าเป็นไปได้ไหม ที่เราจะไม่มีญาติเป็นเปรตเลย
พระพุทธเจ้าตรัสว่ามนุษย์และสัตว์ในโลกนี้ ไม่มีใครเลย ไม่มีญาติเป็นเปรต
ญาติข้างพ่อข้างแม่ คนที่รู้จักกันก็เป็นญาติทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ทำบุญแล้วอุทิศให้ ญาติเหล่านั้นจะได้พ้นจากอัตภาพ


บารมี 10 ทัศน์ สำคัญทุกข้อ ถ้าปรารถนาพุทธภูมิ ไม่มีข้อใดด้อยกว่าข้อใด ปัญญาก็สำคัญ
แต่หากมีปัญญาอย่างเดียวไม่ทำทานแล้วจะไปสอนใคร
ถ้าหากตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะว่าทานเป็นเหตุปัจจัยให้สร้างบริษัท บริวาร มีพระสาวก บารมี 10 ทัศน์ได้แก่


1) ทาน เป็นเครื่องสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างเราและสังคมรอบข้าง


2) ศีล


3) เนกขัมมะ


4) ปัญญา


5) วิริยะ


6) ขันติ


7) สัจจะ


8) อธิฐาน


9) เมตตา


10) อุเบกขา


ธรรม ทุกข้อสำคัญหมด อยู่ที่ว่าเราจะทำข้อใด ๆ ให้ลุล่วงในชาติใด ๆ นิพพานไม่ได้มาอย่างสบาย
ไม่ได้ได้มากจากการอ้อนวอน หรือขอภาวนา แต่นิพพานมาจากการวางและสลัด ไม่ปล่อยให้อะไรมาฉุดเราอยู่
นิพพานคือ ความผ่อนคลาย อิสระ โปร่งเบาสบาย แต่ถ้าเรายังติดอยู่ ยังผลัดวันประกันพรุ่งอยู่ ก็คงอีกนานกว่าจะนิพพาน



คาถาของหลวงปู่ คือ

- ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข

- มีใจอยู่กับกาย ไม่ได้สอดส่ายไปข้างนอก ควบคุมจิตนี้ได้ก็พอแล้ว


การกลัวความมืด เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสัญชาติญาณของมนุษย์
เพราะมนุษย์มีความกลัวติดตัวมาตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะว่ามีความกลัวจึงต้องอาศัยที่พึ่งพิง
และที่พึ่งที่เราต้องการชนะความกลัว คือ ศาสนา
และการที่มนุษย์มีศาสนา เพราะมนุษย์มีความกลัวจึงพึ่งสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด
แต่ถ้าหากคุณทำวิปัสสนา แล้วยังกลัวอยู่แสดงว่า วิปัสสนาไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับคุณได้ และไม่ทำให้คุณเห็นแจ้ง
เพราะคนที่กลัวที่สุดก็ตายไปแล้วเพราะฉะนั้นที่เรามีชีวิตอยู่ ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได
เพราะความตายเป็นสาธารณะ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และแท้ที่จริงที่กลัวนั้น คือ ความตาย
ถ้าหากกลัวความตาย พระพุทธเจ้าให้เจริญมรณานุสติ ความตายมีอยู่ 3 อย่างคือ


1) ขณิกมรณะ คือความตายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ผิวหนังที่หลุดลอก ฟันน้ำนมที่หักไป ผมที่ร่วงหลุดไป


2) สมมุติมรณะ เช่น แก้วแตก ไมค์เสีย ไม้ผุกล่อน


3) สมุเฉถมรณะ คือตายขาดจากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง



สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
แต่ไม่ใช่ว่าธรรมะจะแก้กรรมได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็หนีกรรมไม่ได้
แต่การปฏิบัติธรรมเป็นกุศลกรรม
หากรู้ตัวว่า อวิชชากำลังเกิดขึ้น ก็ต้องทำชีวิตให้เป็นผู้รู้ เพื่อพูดดี คิดดี ทำดี
และทำมาก ๆ ทำถี่ ๆ ทำให้อกุศลกรรม ตามมาไม่ทัน จึงทำให้พ้นจากอกุศลกรรมให้ห่างไกล

จริตมี 6 จริต คือ ราคะ โทสะ โมหะ วิตก,
พุทธิจริต ศรัทธาจริต การเจริญกรรมฐานว่าอยู่ในจริตไหนให้ดูหนังสือวิถีพุทธ

การกรวดน้ำเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น แต่สำคัญที่สุดคือมีน้ำใจที่จะให้
http://www.legendnews.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539346830&Ntype=38

เพียงแต่เฝ้าดูความสงสัย จะเห็นที่สิ้นสุดของความสงสัย โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท

 บทความธรรมะวันนี้

   ข้อธรรมนี้ หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านเมตตาตอบไว้นานมาแล้ว แต่ยังคงสดใหม่เสมอสำหรับคนทุกสมัย เพราะตราบใดที่ยังมีนิวรณ์เครื่องปิดกั้นหนทางเจริญครอบงำอยู่ ยังก้าวล่วงไปไม่ได้ อาการเหล่านี้ก็ยังคงวนเวียนมาปรากฏ ท้าทายให้หาทางแก้ไขเสมอ
      
       ลองฟังแนวทางจากคำตอบ แล้วนำไปปฏิบัติกันนะคะ
      
       ‘ ง่วงเหงาหาวนอนมาก ทำให้ภาวนาลำบาก ควรทำอย่างไร
      
         มีวิธีเอาชนะความง่วงได้หลายวิธี ถ้าท่านนั่งอยู่ในที่มืด ย้ายไปอยู่ที่สว่าง ลืมตาขึ้น ลุกไปล้างหน้า ตบหน้าตนเอง หรือไปอาบน้ำ ถ้าท่านยังง่วงอยู่อีก ให้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินจงกรมให้มาก หรือเดินถอยหลัง ความกลัวว่าจะไปชนอะไรเข้าจะทำให้ท่านหายง่วง ถ้ายังง่วงอยู่อีกก็จงยืนนิ่งๆ ทำใจให้สดชื่น และสมมติว่าขณะนั้นสว่างเป็นกลางวัน หรือนั่งริมหน้าผาสูงหรือบ่อลึก ท่านจะไม่กล้าหลับ ถ้าทำอย่างไรๆ ก็ไม่หายง่วงก็จงนอนเสีย เอนกายลงอย่างสำรวม ระวังและรู้ตัวอยู่จนกระทั่งท่านหลับไป เมื่อท่านรู้สึกตัวตื่นขึ้นจงลุกขึ้นทันที อย่ามองดูนาฬิกาหรือหลับต่ออีก เริ่มต้นมีสติระลึกรู้ทันทีที่ท่านตื่น
      
         ถ้าท่านง่วงนอนอยู่ทุกวัน ลองฉันอาหารให้น้อยลง สำรวจตัวเอง ถ้าอีกห้าคำท่านจะอิ่มจงหยุด แล้วดื่มน้ำจนอิ่มพอดี แล้ว กลับไปนั่งดูใหม่อีก เฝ้าดูความง่วงและความหิว ท่านต้องกะ ฉันอาหารให้พอดี เมื่อท่านฝึกปฏิบัติต่อไปอีก ท่านจะรู้สึก กระปรี้กระเปร่าขึ้นและฉันน้อยลง ท่านต้องปรับตัวของท่านเอง
      
       ‘ ควรจะนอนหลับมากน้อยเพียงใด
      
         อย่าถาม ตอบไม่ได้ บางคนนอนหลับคืนละประมาณ 4 ชั่วโมงก็พอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญก็คือ ท่านเฝ้าดูและรู้จักตัวของท่านเอง ถ้าท่านนอนน้อยจนเกินไป ท่านก็จะไม่สบายกาย ทำให้คุมสติไว้ได้ยาก ถ้านอนมากเกินไป จิตใจก็จะตื้อเฉื่อยชา หรือซัดส่าย จงหาสภาวะที่พอเหมาะกับตัวท่านเอง ตั้งใจ เฝ้าดูกายและจิต จนท่านรู้ระยะเวลาหลับนอนที่พอเหมาะสำหรับท่าน ถ้าท่านรู้สึกตัวตื่นแล้วและยังซุกตัวของีบต่อไป นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จงมีสติรู้ตัวทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้น
      
       ‘ จะเอาชนะกามราคะที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกปฏิบัติได้อย่างไร
      
         กามราคะจะบรรเทาลงได้ด้วยการเพ่งพิจารณาถึงความ น่าเกลียดโสโครก (อสุภ) การยึดติดอยู่กับรูปร่างกายเป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง ซึ่งเราต้องมองในทางตรงข้าม จงพิจารณาร่างกายเหมือน ซากศพและเห็นการเปลี่ยนแปลงเน่าเปื่อย หรือพิจารณาอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ม้าม ไขมัน อุจจาระ และอื่นๆ จำอันนี้ไว้และพิจารณาให้เห็นจริงถึงความน่าเกลียดโสโครกของร่างกาย เมื่อมีกามราคะเกิดขึ้นก็จะช่วยให้ท่านเอาชนะกามราคะได้
      
       
‘ เมื่อโกรธ ควรทำอย่างไร
      
         ถ้าท่านมีโทสะในขณะภาวนา ให้แก้ด้วยเมตตาจิต ถ้ามีใครทำไม่ดีหรือโกรธ อย่าโกรธตอบ ถ้าท่านโกรธตอบ ท่านจะโง่ยิ่งกว่าเขา จงเป็นคนฉลาด สงสารเห็นใจเขา เพราะว่าเขากำลังได้ทุกข์ จงมี เมตตาเต็มเปี่ยมเหมือนหนึ่งว่าเขาเป็นน้องชายที่รักยิ่งของท่าน เพ่งอารมณ์เมตตาเป็นอารมณ์ภาวนา แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก เมตตาเท่านั้นที่เอาชนะโทสะและความเกลียดได้
      
         บางครั้งท่านอาจจะเห็นพระภิกษุรูปอื่นปฏิบัติไม่สมควร ท่านอาจจะรำคาญใจ ทำให้เป็นทุกข์โดยใช่เหตุ นี่ไม่ใช่ธรรมะของเรา ท่านอาจจะคิดอย่างนี้ว่า 'เขาไม่เคร่งเท่าฉัน เขาไม่ใช่พระกรรมฐาน ที่เอาจริงเอาจังเช่นฉัน เขาไม่ใช่พระที่ดี' นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างยิ่งของตัวท่านเอง อย่าเปรียบเทียบ อย่าแบ่งเขาแบ่งเรา จงละทิฐิของท่านเสีย และเฝ้าดูตัวท่านเอง นี่แหละคือธรรมะของเรา ท่านไม่สามารถบังคับให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านต้องการหรือเป็นเช่น ท่านได้ ความต้องการเช่นนี้มีแต่จะทำให้ท่าน เป็นทุกข์ ผู้ปฏิบัติภาวนามักจะพากันหลงผิดในข้อนี้ การจับตาดูผู้อื่นไม่ทำให้เกิดปัญญาได้ เพียงแต่พิจารณาตนเองและความรู้สึกของตน แล้วท่านก็จะเข้าใจได้
      
       ‘ ควรจะทำอย่างไรเมื่อสงสัย บางวันวุ่นวายใจด้วยความสงสัยใน เรื่องการปฏิบัติ
      
         ความสงสัยนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทุกคนเริ่มต้นด้วยความ สงสัย ท่านอาจได้เรียนรู้อย่างมากมายจากความสงสัยนั้น ที่สำคัญก็คือ ท่านอย่าถือเอาความสงสัยนั้นเป็นตัวเป็นตน นั่นคืออย่าตกเป็นเหยื่อของความสงสัย ซึ่งจะทำให้จิตใจของท่านหมุนวนเป็นวัฏฏะอันไม่มีที่สิ้นสุด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จงเฝ้าดูกระบวน การเกิดดับของความสงสัยของความฉงนสนเท่ห์ ดูว่าใครคือผู้ที่สงสัย ดูว่าความสงสัยนั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร แล้วท่านจะไม่ตกเป็นเหยื่อของความสงสัยอีกต่อไป ท่านจะหลุดพ้นออกจาก ความสงสัยและจิตของท่านก็จะสงบ ท่านจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ปล่อยวางความสงสัยของท่านและเพียงแต่เฝ้าดู นี่คือที่สิ้นสุดของความสงสัย
      
       
‘ วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา) มีหลายวิธีจนสับสน
      
         มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ลงท้ายแล้ว ก็ต้องปล่อยวางแนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวาง สู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
      
         ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษาอาจารย์ท่านอื่นอีก และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้น นี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจธรรมได้ ในที่สุดท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้
      
       ‘ จำเป็นไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ
      
         ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆ ชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่งเกิดปัญญามากเท่านั้น ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรามีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือท่านเพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่
      
         แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ 50 ปี บางคนเมื่ออายุ 65 ปี และบางคนเมื่ออายุ 90 ปี ฉันใดก็ฉันนั้น ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมาก หรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า ที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงาม และหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้น ท่านจะเข้าใจถึงสภาวธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัด ท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิม ปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า
      
       ‘ จิตฟุ้งซ่านมากทั้งๆ ที่พยายามจะมีสติอยู่
      
         อย่าวิตกในเรื่องนี้เลย พยายามรักษาจิตของท่านให้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อเกิดรู้สึกอะไรขึ้นมาภายในจิตก็ตาม จงเฝ้าดูมัน และปล่อยวาง อย่าแม้แต่หวังที่จะไม่ให้มีความนึกคิดเกิดขึ้นเลย แล้วจิตก็จะเข้าสภาวะปกติตามธรรมชาติของมัน ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความดีกับความชั่ว ร้อนกับหนาว เร็วหรือช้า ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีตัวตนเลย อะไรๆ ก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น เมื่อท่านเดินบิณฑบาตไม่จำเป็นต้องทำอะไรพิเศษ เพียงแต่เดินและเห็นตามที่เป็นอยู่ อย่ายึดมั่นอยู่กับการแยกตัวไปอยู่แต่ลำพัง หรือกับการเก็บตัว ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด จงรู้จักตัวเองด้วยการปฏิบัติตนเป็นปกติตามธรรมชาติ และเฝ้าดู เมื่อเกิดสงสัยจงเฝ้าดูมันเกิดขึ้นและดับไป มันก็ง่ายๆ อย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดทั้งสิ้น
      
         เหมือนกับว่าท่านกำลังเดินไปตามถนน บางขณะท่านจะพบสิ่งกีดขวางทางอยู่ เมื่อท่านเกิดกิเลส เครื่องเศร้าหมอง จงรู้ทันมันและเอาชนะมันโดยปล่อยให้มันผ่านไปเสีย อย่าไปคำนึงถึงสิ่งกีดขวางที่ท่านได้ผ่านมาแล้ว อย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าสนใจกับระยะทางของถนน หรือกับจุดหมายปลายทาง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าท่านผ่านอะไรไป อย่าไปยึดมั่นไว้ ในที่สุดจิตจะบรรลุถึงความสมดุลตามธรรมชาติของจิต และเมื่อนั้นการปฏิบัติก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นและดับไปในตัวของมันเอง
      
http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9520000090521

บทความธรรมะ(สอนใจ) ตอน "อหิงสา"

บทความธรรมะ(สอนใจ) ตอน "อหิงสา" 

ขอขอบคุณจาก หนังสือ "แนวทางสู่ความสุข"(หน้า 112-113)
โดยผู้แต่ง "ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา"

เมื่อผู้อื่นมาทำร้ายเรา เราไม่ควรที่จะมีความโกรธความเกลียดอยู่ในจิตใจของเรา แต่เราจะต้องมีความรัก ความเมตตาต่อผู้ที่มาทำร้ายเราแทนที่เราจะไปว่าผู้ที่ทำร้ายเรา เราควรที่จะมาพิจารณาตัวเราเอง และพิจารณาว่าเราบกพร่องตรงไหน เราควรจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งใดบ้าง เพื่อปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เราใช้โอกาสที่ผู้อื่นมาทำร้ายเราในการฝึกจิตใจของเราให้รู้จักควบคุมอารมณ์ และเราก็ถือโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นๆจากปัญหานั้นๆ และจากความยุ่งยากเหล่านั้น

อหิงสา หมายถึง จิตใจที่ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโมโห ไม่มีการคิดร้ายต่อผู้อื่น หมายถึง คำพูดที่ไม่ดุร้าย ไม่กล่าวร้าย ไม่นินทาในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับผู้อื่น และหมายถึง การกระทำที่ไม่มีการทำร้ายผู้อื่น ไม่มีการทำอะไรที่เสียหายต่อผู้อื่น หรือไม่ใช้กำลังในการโต้ตอบเมื่อผู้อื่นมาทำร้ายเรา

มนุษย์จะต้องรู้จักพูดด้วยความรักความเมตตา ด้วยวาจาที่อ่อนน้อมไม่ทำร้ายผู้อื่นด้วยคำพูดของเรา การกระทำของเราก็ควรจะมีแต่ความรักความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ความกรุณาปราณี ดังนั้นการไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้น ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา โดยการเข้าใจเกี่ยวกับความจริงว่า ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเดียวกัน เป็นญาติสนิทกัน เราก็ไม่มีทางที่จะไปคิดร้ายหรือทำร้ายผู้อื่นได้ และเมื่อมีความรักความเมตตาอยู่ในจิตใจของเรา มีความสงบสุขในจิตใจของเรา จะไม่มีความโกรธ ความเกลียด หรือความรุนแรงใดๆทั้งสิ้น เมื่อมีธรรมะประจำใจ ก็จะมีแต่ความรักความเมตตา การเสียสละ การให้ การรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น การรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจะทำให้ความเห็นแก่ตัวของ มนุษย์หายไป และการใช้กำลังในการโต้ตอบก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ดังนั้น อหิงสา จะอยู่ในตัวเราอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อ มนุษย์มีสัจธรรม มีความรักความเมตตา มีความสงบสุข และมีธรรมะประจำใจ